รวมมอเตอร์ไซค์ไฮไลท์เด่น Bangkok International Motor Show 2018

0

Highlight Motorcycles in
The 39th Bangkok International Motor Show 2018
รวมมอเตอร์ไซค์ไฮไลท์เด่น ที่น่าสนใจ
ในงาน
บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39

Content : Highlight Motorcycles
Event : The 39th Bangkok International Motor Show 2018
Detail : The biggest automotive exhibition and trade show in ASEAN and the first motor show event in Thailand since 1979, organized by Grand Prix International Public Company Limited.
Theme : “Revolution in Motion” – Through advancement and development in automotive technology, an automobile has evolved beyond a vehicle. For more than 130 years, automotive innovations have been continuously revolutionized to enhance safety, efficiency, performance and comfort for today’s automobiles. It is undeniable that these innovations have played an important role and fulfilling the needs in our daily life. Leading the world of automotive innovation.
Event Date : 28 March – 8 April 2018
Time
: Mon – Fri 12.00am – 10.00pm / Sat – Sun 11.00am – 10.00pm

Venue : Challenger Hall 1-3, IMPACT Muang Thong Thani
Ticket Fee : 100 Baht

“บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39” งานแสดงยานยนต์อันดับ 1 ของไทย ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน และเป็นหนึ่งในงานแสดงยานยนต์ที่ยิ่งใหญ่ในระดับโลก ด้วยมาตรฐานการจัดงานระดับสากล จัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ภายใต้แนวคิด “ปฏิวัติทุกการเคลื่อนไหว” หรือRevolution in Motion” จัดขึ้นในวันที่ 28 มีนาคม – 8 เมษายน 2560 ตั้งแต่เวลา 12.00น. – 22.00น. สำหรับวันธรรมดา และ 11.00น. – 22.00น. ในวันหยุด ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ในปีนี้มีแบรนด์รถยนต์เข้าร่วมงานกว่า 30 แบรนด์ และรถจักรยานยนต์อีก 15 แบรนด์ รวมทั้งยังได้รับความร่วมมือกับสมาคมผู้ประกอบการชิ้นส่วน, อุปกรณ์ตกแต่ง จากประเทศจีน มาร่วมงานเป็นครั้งแรกอีกด้วย มาดูกันว่าภายในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39” มีรถจักรยานยนต์ที่น่าสนใจอะไรบ้าง

รถจักรยานยนต์ต้นแบบ (Concept Motorcycles)

มาเริ่มด้วย “รถจักรยานยนต์ต้นแบบ” หรือ “Concept Motorcycle” ที่นำมาแสดงในงาน ซึ่งปีนี้ในส่วนของรถจักรยานยนต์มี 2 คันจาก 2 ค่าย ได้แก่ Yamaha Motoriod Concept และ Fomm AWD SCooter Concept

Yamaha Motoriod Concept

Yamaha Motoriod Concept

รถจักรยานยนต์ต้นแบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถจดจำเจ้าของและสื่อสารกับเจ้าของได้ราวกับมีชีวิต ซึ่งยามาฮ่ามีความมุ่งมั่น ในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ และนวัตกรรมที่แปลกใหม่ เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ยามาฮ่าให้สามารถตอบสนองและสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าต่อไป ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า สามารถคิดเองเป็นและเคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเอง สามารถตอบสนองต่อคำสั่งด้วยคำพูด เช่น พูดทักทาย โต้ตอบกับเจ้าของรถได้ หรือแม้กระทั่งเคลื่อนที่ติดตามเจ้าของรถเช่นเดียวกับสุนัขที่เดินตามเจ้าของ เป็นรถจักรยานยนต์ปัญญาประดิษฐ์ที่ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Fomm AWD Scooter Concept

Fomm AWD Scooter Concept

สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ “FOMM” เปิดตัว Fomm AWD Scooter Concept ครั้งแรกในงานนี้ โดยเป็นรถจักรยานยนต์แบบ 2 ที่นั่ง ขนาดเล็กกระทัดรัด ด้วยความยาว 2,280 มิลลิเมตร ความกว้าง 780 มิลลิเมตร ความสูง 1,235 มิลลิเมตร กำลังไฟสูงสุด 7.5 กิโลวัตต์ ให้แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร ขณะที่แบตเตอรี่เป็นแบบลิเธียมไอออน จำนวน 2 ก้อน ใช้ระยะเวลาในการชาร์จไฟฟ้า 6 ชั่วโมง รถจักรยานยนต์ขับเคลื่อน 2 ล้อ แผงหน้าปัดเป็นดิจิตอล LCD

รถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ ไฮไลท์เด่น มอเตอร์โชว์ 2018

สำหรับ “รถจักรยานยนต์รุ่นใหม่” และ “รถไฮไลท์เด่น” ของแต่ละค่าย ที่นำมาแสดงในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39” มีหลายคัน หลายค่าย มีคันใดบ้างนั้น ไปชมได้ดังนี้เลย

Honda Forza

Honda Forza

Honda Forza ใหม่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “For the Great Prestige” ถูกพัฒนาเพื่อยกระดับความเหนือชั้นให้มากขึ้นไปอีก โดยมีความแตกต่างจาก Forza เวอร์ชั่นก่อนอย่างชัดเจน ด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่โดดเด่น ปราดเปรี่ยว สร้างความเพลิดเพลินกับการขับขี่ได้อย่างคล่องตัวทั้งในเมืองและการขับขี่ท่องเที่ยว และมั่นใจทุกครั้งที่มุ่งไปข้างหน้าด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี HSTC (Honda Selectable Torque Control) ระบบควบคุมล้อหน้า-หลังให้สัมพันธ์กัน ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่มากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถควบคุมการขับขี่ได้อย่างใจ, ไฟท้าย LED ดีไซน์โฉบเฉี่ยว, รีโมทอัจฉริยะที่สั่งการครบทั้ง 3 ฟังก์ชัน ได้แก่ การระบุตำแหน่งรถ สัญญาณกันขโมย และการเปิด-ปิดสัญญาณรีโมท ที่มาพร้อมชุดควบคุมการทำงานอัจฉริยะ สั่งงานง่ายเพียงบิดสวิทซ์, กระจกมองข้างดีไซน์หรูพร้อมไฟเลี้ยวแบบ Built-in LED, ระบบไฟ LED รอบคัน ที่ถูกดีไซน์ใหม่ให้โดดเด่นมีความเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อม Day Time Running Ligh ทำให้ Forza ใหม่ เป้นรถบิ๊กสกู๊ตเตอร์ที่หรูหราและดูโดดเด่น ขณะที่ชิลด์หน้ารถที่สามารถปรับระดับความสูงต่ำได้ด้วยระบบไฟฟ้าอีกด้วย

Honda Forza ใหม่มาพร้อมกับความ 279 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด SOHC 4 วาล์ว แบบ 1 ลูกสูบ ที่จะเน้นแรงบิดในย่านความเร็วต้นถึงกลาง ให้แรงม้ามาสูงสุดที่ 24.8 แรงม้า ที่ 7,000 รอบต่อนาที และแรงบิดอยู่ที่ 27.25 นิวตันเมตร ที่ 5,750 รอบต่อนาที เปิดตัวด้วยราคาจำหน่าย 169,000 บาท

Honda PCX Hybrid

Honda PCX Hybrid

รถจักรยานยนต์ไฮบริดรายแรกของโลกที่ยกระดับเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการขับขี่ พร้อมหลากหลายฟังก์ชั่นอันชาญฉลาด Honda PCX Hybrid คันใหม่นี้มาพร้อมกับไฟหน้า LED 6 ดวง (ไฟต่ำ 4 ดวงและไฟสูง 2 ดวง) ดีไซน์สีน้ำเงินเข้ม ให้ความเรียบหรูสะท้อนถึงความล้ำสมัย การเปลี่ยนขนาดยางให้มีไซส์ที่ใหญ่มากขึ้น พร้อมด้วยระบบเบรก ABS การปรับปรุงเฟรมบอดี้ เพื่อใส่แบตเตอรี่และเครื่องยนต์ Hybrid เข้าไป ซึ่งเมื่อมี 2 องค์ประกอบใหม่เพิ่มขึ้นมา ทางฮอนด้าก็ยังได้ทำการปรับปรุงน้ำหนักของรถให้เบาใกล้เคียงกับของเดิมอีกด้วย ซึ่งก็ทำให้ตัวรถมีความสมดุลมากยิ่งขึ้นและไม่มีผลกระทบในเรื่องของน้ำหนักที่ส่งผลต่อความเร็วในการขับขี่

เทคโนโลยี Hybrid เป็นเทคโนโลยีที่จะนำพลังงานไฟฟ้าเข้ามาช่วยผสมผสานในการขับเคลื่อนร่วมกับพลังงานเครื่องยนต์ กล่าวคือในช่วงรอบความเร็วต่ำตั้งแต่เริ่มสตาร์ทเครื่อง ระบบ Hybrid จะทำการดึงพลังงานไฟฟ้าเข้ามาช่วยขับเคลื่อนตัวรถแทนการใช้พลังงานเครื่องยนต์ และเมื่อความเร็วถูกเร่งไปถึงจุดหนึ่งแล้วจึงเริ่มสวิตช์กลับมาใช้พลังงานเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อน (สำหรับตัว PCX Hybrid นั้นจะเริ่มใช้พลังงานไฟฟ้าช่วยขับเคลื่อนจนถึงความเร็วที่ 40 กิโลเมตร/ชั่วโมง) ซึ่งในรถมอเตอร์ไซค์ปกตินั้นในช่วงแรงบิดต่ำพลังงานเครื่องยนต์จะไม่สามารถใช้พลังงานได้เต็มประสิทธิภาพเหมือนกับพลังงานไฟฟ้า การนำเทคโนโลยีอันนี้มาสู่มอเตอร์ไซค์จึงส่งผลให้การออกตัวของรถมีความสมูธมากยิ่งขึ้น นุ่มนวลมากยิ่งขึ้น ให้ผู้ขับรู้สึกได้ว่าขับขี่ง่ายและขี่ได้สนุก รวมถึงยังประหยัดพลังงานอีกด้วย

Honda Monkey 125

Honda Monkey 125

รถมอเตอร์ไซค์ในตำนานที่กลับมาให้แฟนๆ ชาวไทยได้เป็นเจ้าของ Monkey 125 ที่มีความทันสมัยมากขึ้นทั้งในเรื่องของการปรับปรุงเครื่องยนต์และฟังก์ชั่นต่างๆ ทั้งยังผลิตขึ้นในประเทศไทย อีกด้วย พร้อมไฟหน้าแบบกลม ถังน้ำมันเหล็กทั้งชิ้นที่ถูกผลิตขึ้นด้วยกรรมวิธีพิเศษ ตัวถังพ่นสี Glossy ผสมเมทาลิก LED Negative Meter เพิ่มลูกเล่น ด้วย LED Graphic Monkey Face ถูกออกแบบมาเพื่อรถ Honda Monkey คันนี้โดยเฉพาะ ด้วยราคา 99,000 บาท แต่สำหรับภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 จัดให้ในราคาสุดพิเศษ 94,900 บาท

Honda C125

Honda C125

Honda C125 รถที่คงไว้ด้วยความ Original และดีไซน์ที่คงไว้ซึ่งความเป็นตำนานจาก Honda Super Cub C100 ที่โด่งดังในยุค 60s’ ซึ่งในรุ่นใหม่นี้ได้ถูกบรรจงสร้างอย่างพิถีพิถันโดยผู้ออกแบบตัวจริงจากฮอนด้า เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวให้คนที่ได้เป็นเจ้าของได้ภาคภูมิใจที่ได้ครอบครองตำนานที่ยังมีชีวิตกับราคา 89,000 บาท ในช่วงงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 จัดให้ในราคาพิเศษ 84,900 บาท และรับฟรี CUB House Premium Box ยิ่งไปกว่านั้นในโซนร้าน CUB House ยังมีโซนสำหรับให้ลูกค้าได้สนุกกับการสร้างสรรค์รถในแบบเฉพาะตัว กับโซน D.I.Y. Start by us, Finish by you ที่รวมของแต่งจากแบรนด์ Custom ชั้นนำ อย่าง Bell, Bikers, G-Craft, Kitaco, Moriwaki, H2C For Cub House ซึ่งทั้ง 5 แบรนด์ก็ได้มาร่วมจัดแสดงและตกแต่งรถโชว์ พร้อมจำหน่ายราคาพิเศษในงานครั้งนี้ด้วย

Yamaha LMW Niken

Yamaha LMW Niken

Yamaha NIKEN : Ride the Revolution รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์แห่งอนาคตที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้อหน้าคู่ Leaning Multi Wheel (LMW) ที่สร้างความสะดวดสบายและความมั่นใจในการขับขี่ได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นยานยนต์แห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 847 ซีซี แบบ 3 สูบ Crossplane ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะจากยามาฮ่า ซึ่งออกแบบให้ล้อคู่หน้าทำงานได้อย่างเป็นอิสระ มีเฟรมตัวถังแบบไฮบริดที่เพิ่มความสปอร์ตเร้าใจ เป็นรถที่ให้ความสะดวกสบายในแบบทัวริ่งได้อย่างลงตัว เป็นการปฏิวัติการขับขี่อย่างแท้จริง 

Kawasaki Ninja ZX10RR

Kawasaki Ninja ZX10RR (Custom)

สายพันธุ์สปอร์ตของ Kawasaki ที่ใช้เครื่องยนต์พื้นฐานเดียวกับที่แข่งในรายการ Superbike World Championship พิเศษภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 มีการนำเอารุ่นนี้ซึ่งเป็นตัวตกแต่งแบบรถสนามมาโชว์ ภายนอกมีการปรับเปลี่ยนในหลายจุดทั้งชุดแฟริ่งรวมไปถึงลายสติ๊กเกอร์ ให้แตกต่างไปจากตัวปกติ

พื้นฐานติดรถเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 4 สูบเรียง DOHC 16 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 998 ซีซี ระบบเบรก ABS 6 สปีด-cassette ความสูงของเบาะอยู่ที่ 835 มม. น้ำหนักตัวรถ 206 กิโลกรัมและขนาดถังน้ำมันจุได้ 17 ลิตร แต่สำหรับคันนี้อาจจะมีการปรับจูนให้มีการตอบสนองที่รวดเร็วมากขึ้น เพื่อใช้ในการวิ่งแข่งขันทางเรียบได้ ชุดล้อแมกที่แตกต่างไปจากเดิมด้วยสีเหลืองตัดกับสีเขียว ปั๊มเบรก Brembo ชุดพักเท้าเกียร์โยงเปลี่ยนตำแหน่งที่พักเท้าสไตล์เรซซิ่ง พร้อมด้วยชุดท่อไอเสียเพิ่มกำลังพร้อมวัสดุไดรฟ์สีผิวแตกต่างไปจากเดิม

Kawasaki Ninja 1000

Kawasaki Ninja 1000

ที่สุดของสปอร์ตรุ่นใหญ่ประจำค่าย ที่เพียบพร้อมไปด้วยความโฉบเฉี่ยวของดีไซน์และสมรรถนะ อันทรงพลังของเครื่องยนต์พิกัด 1,000 ซีซี สิ่งที่เป็นจุดเด่นของรถในตระกูล Ninja คือการออกแบบ ให้ตัวรถมีค่าแรงเสียดทานต่ำ แผงมาตรวัดดีไซน์ล้ำสมัยประกอบด้วยมาตรวัดรอบเครื่องยนต์แบบอะนาล็อกขนาดใหญ่ขนาบข้างด้วยชุดไฟเตือนต่างๆ และไฟบอกเกียร์ ชุดแฟริ่งที่สวยงามใช้ประโยชน์ได้ทั้งการขับขี่และทางเทคนิคการบังคับ กระแสลมไปใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านการระบายความร้อนและลดแรงเสียดทาน มีการเพิ่มชุดไฟหน้าทรง ใหม่แบบ LED ซึ่งนอกจากจะสามารถขับขี่แบบสปอร์ต ยังสามารถขับขี่เดินทางไกลอย่างคล่องตัว

เครื่องยนต์ 4 สูบ 4 จังหวะ แบบแถวเรียง ความจุ 1,043 ซีซี 16 วาล์ว ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮด แคมป์ชาร์ฟ มิติตัวรถขนาด 2,100 มม. x 790 มม.x 1,185 มม. ระยะห่างฐานล้อ 1,440 มม. ระยะห่างจากพื้น 130 มม. ความสูงเบาะนั่ง 815 มม. ความจุถังน้ำมัน 19 ลิตร

Kawasaki Versys X

Kawasaki Versys X

มอเตอร์ไซค์สไตล์ทัวริ่งที่ใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ ทางค่าย Kawasaki นำมาโชว์เอาไว้หลายเวอร์ชั่น ตัวนี้เป็นการตกแต่งแบบเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง พร้อมดีไซน์ลายแฟริ่งที่ไม่เหมือนใครด้วยลายพรางสายตาแบบกราฟฟิก พร้อมติดตั้งไฟตัดหมอกหน้าสองดวงแบบ LED การ์ดแฮนด์ ติดตั้งกล่องใส่ของแบบมีฝาปิดด้านข้างและด้านบนด้านท้ายรถ มีช่องจ่ายไฟ DC อเนกประสงค์ ระยะฐานล้อ 1,450 มม. ความสูงใต้ท้องรถ 180 มม. ความสูงเบาะนั่ง 815 มม. น้ำหนักรวม 175 กก.ความจุถังน้ำมัน 17 ลิตร

เครื่องยนต์สูบคู่ความจุ 296 ซีซี 8 วาล์ว แบบ DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้แรงบิดเต็มกำลังอย่างราบรื่นที่ความเร็วรอบเครื่องยนต์ต่ำถึงปานกลาง ทำให้ขับขี่ง่าย มีบาลานซ์เซอร์ช่วยลดแรงสั่นสะเทือน กระบอกสูบอะลูมิเนียมได-แคสท์แบบไร้ปลอกสูบเคลือบผนังกระบอกสูบแบบเดียวกันกับที่ใช้ในรุ่นซูเปอร์สปอร์ตตระกูล Ninja กระบอกสูบเป็นแบบ Open-Deck ช่วยให้การระบายความร้อนทำได้อย่างดีเยี่ยมและช่วยลดทอนน้ำหนักได้เป็นอย่างดี

Suzuki Burgman 650 ABS

Suzuki Burgman 650 ABS

Suzuki Burgman 650 ABS เป็นรถในแนวบิ๊กสกู๊ตเตอร์ Luxury Style ออกแบบให้ผู้ขับขี่ได้รับความสบายในการขับขี่ เบาะขนาดกว้าง กระจกมองข้างดีไซน์เข้าป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวรถ ให้มุมมองชัดเจนทางด้านหลัง เพิ่มความปลอดภัยบนตัวรถที่หรูหรา มากับมิติตัวรถขนาด (กว้าง x ยาว x สูง) 810 x 2,265 x 1,420 มม. น้ำหนักรถ 275 กก.

เครื่องยนต์ 2 สูบ แบบ 4-จังหวะ ความจุกระบอกสูบ 638 ซีซี แบบดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมป์ชาร์ฟ DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ เหมาะกับการใช้งานในเมืองและรองรับการเดินทางไกลได้อย่างสบาย มีความยาวช่วงล้อ 1,585 มม. ระยะห่างจากพื้น 125 มม. ความสูงเบาะนั่ง 755 มม. ระบบกันสะเทือนหน้าแบบเทเลสโคปิคพร้อมคอยล์สปริง ระบบกันสะเทือนหลังแบบ Swingarm โช้คอัพคอยล์สปริง

Suzuki Boulevard C50

Suzuki Boulevard C50

มอเตอร์ไซค์ที่สามารถใช้ในการเดินทาง ออกแบบในสไตล์คลาสสิคทัวร์ริ่ง ด้วยดีไซน์ ไฟหน้าทรงกลมแบบ Multi-Reflector ส่องสว่างชัดเจน พร้อมไฟท้ายแบบ LED ชุดแผงหน้าปัดแสดงผลติดตั้งไว้บนถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ พร้อมมาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อก จัดวางที่นั่งให้อยู่ในระดับต่ำพร้อมระยะแฮนด์ที่มีองศาเหมาะสมสำหรับการขับขี่ทางไกล ควบคุมง่ายด้วยมิติตัวรถ (กว้าง x ยาว x สูง) 995 x 2,500 x 1,110 มม. และน้ำหนักเพียง 277 กก. มิติความยาวช่วงล้อ 1,655 มม. ช่วยให้ทรงตัวและยึดเกาะถนนได้อย่างมีเสถียรภาพ ระยะห่างจากพื้น 140 มม. ความสูงเบาะนั่ง 700 มม.

ใช้เครื่องยนต์ V-Twin 2 สูบ แบบ 4 จังหวะ ความจุกระบอกสูบ 805 ซีซี ซิงเกิ้ลโอเวอร์เฮดแคมป์ชาร์ฟ SOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้ระบบเกียร์ 5 ระดับ แบบ Constant Mesh ระบบกันสะเทือนหน้าแบบโช้คอัพหัวกลับ ด้านหลังโช้คอัพเดี่ยวแบบ Link Type พร้อมคอยล์สปริงให้ความนุ่มนวลในยามขับขี่

Suzuki GSX-S750

Suzuki GSX-S750

เต็มตากับเทคโนโลยีสปอร์ตเนกเกตไบค์ มอเตอร์ไซค์สายสตรีทซึ่งได้รับความนิยมในตลาดญี่ปุ่นและยุโรป ด้วย ดีไซน์สไตล์เนกเกต แต่ติดตั้งชุดแฟริ่งมาให้ในจุดที่จำเป็นเพื่อรองรับการขับขี่บนพละกำลังที่รุนแรงของเครื่องยนต์บล็อก  750 ซีซี ด้วยการพัฒนาบนพื้นฐานเดียวกับตัวแข่ง MotoGP ทำให้ได้เปรียบรถในคลาสเดียวกันที่มีขนาดตัวรถใกล้เคียงกันแต่ใช้เครื่องยนต์ความจุน้อยกว่า ในการใช้งานจริงจึงใช้รอบที่ต่ำกว่าแต่ได้สมรรถนะสูงขึ้น

แผงหน้าปัดแสดงผลแบบ Full LCD พร้อมฟังก์ชั่น Traction Control สวิทช์ติดตั้งที่ประกับแฮนด์ ด้านซ้าย มี 3 ระดับ และสามารถเปิด-ปิดระบบได้ตามความชื่นชอบ และสไตล์ของผู้ขับขี่ หรือตามสภาพถนนที่ขับขี่  เครื่องยนต์แบบ DOHC 4 สูบเรียง ขนาด 749 ซีซี 4 จังหวะ พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบเกียร์แบบ 6 จังหวะที่ได้รับการพัฒนาใหม่ ตอบสนองอัตราเร่งได้ทันใจและส่งกำลังแรงบิดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รอบความเร็วต่ำและกลางได้เป็นอย่างดี ระบบกันสะเทือนหน้าแบบ Inverted Telescopic โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ เคลือบอะโนไดท์สีทอง คาลิเปอร์ ออกแบบใหม่ขนาดใหญ่ ดิสก์เบรกหน้าแบบ Twin Disc พร้อมคาลิเปอร์ ขนาดใหญ่ 4 พอร์ต ทำงานร่วมกับระบบเบรก ABS

BMW K1600 Grand America

BMW K1600 Grand America

บีเอ็มดับเบิลยู K1600 Grand America ใหม่ มอบที่สุดของการเดินทางเหนือระดับจากมอเตอร์ไซค์ทัวริ่ง ด้วยการสืบทอดเอกลักษณ์จากบีเอ็มดับเบิลยู K1600B จึงทำให้มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มาพร้อมสมรรถนะเหนือชั้นจากเครื่องยนต์ 6 สูบ และอุปกรณ์หรูอีกมากมายที่ทำให้การเดินทางระยะไกล เปี่ยมไปด้วยความสะดวกสบายและความราบรื่น ได้รับแรงบันดาลใจด้านการออกแบบจากไลฟ์สไตล์ของไบค์เกอร์ชาวอเมริกันที่รักในการท่องเที่ยวอันหรูหราและผ่อนคลาย เส้นสายอันปราดเปรียวตลอดแนวตัวรถ รับกับกระจกหน้าแบบสูงและกระเป๋าสัมภาระทั้งสองข้างอย่างลงตัว เสริมลุคด้วยกล่องสัมภาระท้ายรถและพนักพิงของผู้โดยสาร รวมทั้งไฟเบรกและไฟเลี้ยว LED

ขุมพลังของบีเอ็มดับเบิลยู K1600 Grand America ใหม่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเดินทางไกลเป็นไปอย่างราบรื่น ด้วยเครื่องยนต์ 6 สูบ ส่งกำลังสูงสุด 118 กิโลวัตต์ / 160 แรงม้าที่ 7,750 รอบต่อนาที ให้แรงบิดสูงสุด 175 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบต่อนาทีและเพื่อเสริมความสะดวกสบายไปอีกขึ้น ยังมาพร้อมที่พักเท้าทำให้การวางเท้าในการขับขี่สบายยิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งสามารถเลือกที่พักเท้าสำหรับผู้โดยสารเป็นอุปกรณ์เสริม อุปกรณ์พื้นฐานอื่น ๆ รวมถึง โครงกันกระแทก ระบบทำความร้อนที่แฮนด์ (Heated Grips) ระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control) และกระจกหน้าเฉพาะของรุ่นใหม่นี้ที่ได้รับการออกแบบมาให้สูงเป็นพิเศษ รวมทั้งระบบเครื่องเสียง และระบบนำทาง ทั้งยังมีสีตัวถังให้เลือกสองสไตล์ คือ สีดำ Black Storm metallic และสีเหลือง Austin Yellow metallic

บีเอ็มดับเบิลยู K1600 Grand America ใหม่ ราคา 1,695,000 บาท สำหรับสี Black Storm metallic (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และ 1,745,000 บาท สำหรับสี Austin Yellow metallic (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

BMW S1000 R

BMW S1000 R

บิ๊กไบค์สไตล์โรดสเตอร์ บีเอ็มดับเบิลยู S1000 R ใหม่ กลับมาพร้อมสมรรถนะโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 4 สูบ 4 จังหวะ ขนาด 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมันเช่นเคย แต่ในรุ่นใหม่นี้ ได้รับการพัฒนาให้กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 118 กิโลวัตต์ / 165 แรงม้า ที่ 11,000 รอบต่อนาที พร้อมการปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เป็นไปตามเกณฑ์ EU4 ให้กำลังบิดสูงสุด 114 นิวตันเมตร ที่ 9,250 รอบต่อนาที นอกจากนี้ ตัวรถยังปราดเปรียวยิ่งขึ้นด้วยน้ำหนักรถที่ลดลง 2 กิโลกรัม อยู่ที่ 205 กิโลกรัม ในขณะที่น้ำหนักบรรทุกเพิ่มขึ้น 2 กิโลกรัม อยู่ที่ 202 กิโลกรัม มาพร้อมท่อเก็บเสียงไทเทเนียมแบบ HP เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อเสียงอันทรงพลังในลุคสไตล์สปอร์ต อุปกรณ์มาตรฐานอื่น ๆ ได้แก่ แฮนด์จับลดแรงสั่นสะเทือนเพื่อความสบายยิ่งขึ้นของผู้ขี่ โครงรถแบบใหม่ ที่ออกแบบให้ส่วนท้ายมีน้ำหนักเบายิ่งขึ้น และแผงหน้าปัดดีไซน์ใหม่ ที่ออกแบบให้อ่านข้อมูลได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมแสดงผลค่าอุณหภูมิ

บีเอ็มดับเบิลยู S1000 R ใหม่ ยังได้รับการติดตั้งระบบควบคุมช่วงล่างแบบไดนามิกหรือ (Dynamic Damping Control) ระบบควบคุมการเกาะถนนแบบไดนามิก (Dynamic Traction Control) ระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์โดยไม่ต้องบีบคลัตช์ (Gear Shift Assistant Pro) ระบบ ABS Pro ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) และระบบทำความร้อนที่แฮนด์ (Heated Grips) เพื่อความสะดวกสบายของผู้ขับขี่ โฉบเฉี่ยวด้วย 3 โทนสี ได้แก่ สี Racing Red/ Black Storm Metallic สี Light White/ Lupin Blue/ Racing Red และสี Catalano Grey ราคาจำหน่าย 675,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

BMW S1000 RR

BMW S1000 RR

เอ็มดับเบิลยู S1000 RR กลับมาอีกครั้งในรุ่นพิเศษที่เสริมลุคซูเปอร์สปอร์ตอันโดดเด่นด้วยชุดแต่ง HP Package ที่ประกอบไปด้วยส่วนตัวถังด้านบน ฝาครอบเครื่องยนต์และโซ่ ฝาครอบล้อแบบคาร์บอน ท่อไอเสียไทเทเนียม ชุดล้อ ที่วางเท้า คันคลัทช์และเบรก ชุดผ้าคลุม และกระจกหน้าแบบเคลือบสี และยังคงพกสมรรถนะมาเต็มเปี่ยมด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบ 4 จังหวะ ขนาด 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน อัตราส่วนกำลังอัด 13.0:1 และระบบหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแบบไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 146 กิโลวัตต์ / 199 แรงม้า ที่ 13,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร ที่ 10,500 รอบต่อนาที ทำงานประสานกับเทคโนโลยีระบบ Dynamic traction-Control (DTC) และ Dynamic Damping Control (DDC) ที่ช่วยปรับการทำงานของช่วงล่างในเหมาะสมกับการขับขี่ โดยทุกระบบสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส สำหรับราคาจำหน่าย บีเอ็มดับเบิลยู S1000 RR HP Line อยู่ที่ 1,199,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

BMW S1000 XR

BMW S1000 XR

บีเอ็มดับเบิลยู S1000 XR ใหม่ ยังคงเอกลักษณ์ที่ผสานมอเตอร์ไซค์แบบทัวริ่งเข้ากับดีไซน์สปอร์ตได้อย่างลงตัว ด้วยความสะดวกสบายสำหรับการขับขี่ทางไกล และขุมพลังปราดเปรียวสไตล์สปอร์ต ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียงรุ่นเดียวกับบีเอ็มดับเบิลยู S1000 R มอบกำลังสูงสุด 165 แรงม้า (121 กิโลวัตต์) ที่ 11,000 รอบต่อนาที โดยมีแรงบิดสูงสุดที่ 114 นิวตันเมตร ที่ 9,250 รอบต่อนาที และได้รับการดัดแปลงให้ตรงตามเกณฑ์ EU4 เช่นกัน ด้วยน้ำหนักรถรวมบรรทุกสูงสุด 444 กิโลกรัม และน้ำหนักบรรทุก 216 กิโลกรัม มาพร้อมระบบควบคุมช่วงล่างแบบไฟฟ้า (Dynamic ESA) โหมดการขับขี่แบบ Pro ระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์โดยไม่ต้องบีบคลัตช์ (Gear Shift Assistant Pro) ระบบ ABS Pro และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 XR ใหม่ มาในสีใหม่สะดุดตา Ocean Blue Metallic Matt สำหรับราคาจำหน่ายอยู่ที่ 895,000 บาท  (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

BMW F800 R

BMW F800 R

บีเอ็มดับเบิลยู F800 R ใหม่ เป็นหนึ่งในรถมอเตอร์ไซค์ที่เป็นที่ต้องการที่สุดในตลาดเซกเมนต์เดียวกัน เสริมความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวและสมรรถนะในการขับขี่ให้โดดเด่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 2 สูบ 4 วาล์ว แบบหล่อเย็นด้วยน้ำความจุ 798 ซีซี มอบกำลังสูงสุดถึง 90 แรงม้า (66 กิโลวัตต์) ที่ 8,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 86 นิวตันเมตรที่ 5,800 รอบต่อนาที ตัวรถได้รับการออกแบบมาให้ลดอัตราการปล่อยมลภาวะตามเกณฑ์มาตรฐาน EU4 pollutant class มาพร้อมท่อไอเสียสแตนเลสดีไซน์ใหม่ที่สร้างเอกลักษณ์โดดเด่นสะดุดตาให้แก่บีเอ็มดับเบิลยู F800 R ใหม่

มาพร้อมหน้าจอแสดงผลมัลติฟังก์ชั่น ปรับโฉมด้วยดีไซน์หน้าปัดใหม่ ให้อ่านได้ง่ายยิ่งขึ้น และเพิ่มการแสดงผลข้อมูลของโหมดการขับขี่แบบต่าง ๆ จากการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับข้อกำหนด EU4 บีเอ็มดับเบิลยู F 800 R ใหม่ จึงได้มีการติดตั้งระบบไฟแสดงการทำงานผิดปกติของเครื่องยนต์ (MIL) มาด้วย โดยมีอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับประเทศไทย ได้แก่ โหมดการขับขี่แบบ Pro ระบบควบคุมช่วงล่างแบบไฟฟ้า (Dynamic ESA) ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Automatic Stability Control) ระบบทำความร้อนที่แฮนด์ (Heated Grips) ฝาครอบเครื่องยนต์ และล้อ Design option เสริมดีไซน์สะดุดตาให้กับบีเอ็มดับเบิลยู F 800 R ใหม่ ด้วยการออกแบบเส้นขอบของล้อให้มีสีแดง ตัดกับยางสีดำอย่างลงตัว ช่วยตอกย้ำรูปลักษณ์สปอร์ตได้อย่างเต็มพิกัด

บีเอ็มดับเบิลยู F800 R ใหม่ มาในสีเอกลักษณ์ของ BMW Motorsport โดดเด่นด้วยการผสานกันอย่างลงตัวของสี Light White / Lupin Blue Metallic / Racing Red  สำหรับราคาจำหน่าย บีเอ็มดับเบิลยู F800 R ใหม่ อยู่ที่ 535,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

BMW R1200 GS

BMW R1200 GS

บีเอ็มดับเบิลยู R1200 GS ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บ๊อกเซอร์สองสูบที่มีระบบหล่อเย็นด้วยอากาศและน้ำ เช่นเดียวกับบีเอ็มดับเบิลยู R1200 GS รุ่นก่อนหน้า กระบอกสูบความจุ 1,170 ซีซี ให้พละกำลังสูงสุดที่ 92 กิโลวัตต์ / 125 แรงม้าที่ 7,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 125 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที โลดแล่นด้วยความเร็วสูงสุดมากกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 24.4 กิโลเมตรต่อลิตร อีกทั้งยังโดดเด่นจากสมรรถนะในการขับขี่ ด้วยโหมดการขับขี่แบบ “Rain”, “Road”, “Dynamic” และ “Enduro” โดยมีโหมดการขับขี่แบบ Pro อีกสองโหมด ได้แก่ “Dynamic Pro” และ “Enduro Pro” ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ เพื่อการขับขี่แบบออฟโรดเต็มประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังติดตั้งระบบ Dynamic Electronic Suspension Adjustment (ESA) หรือการปรับค่าสปริงหรือความหนืดของโช๊คด้วยระบบไฟฟ้า จึงสามารถปรับตัวให้เข้ากับทุกสภาวะการขับขี่ และระบบ Dynamic Traction Control (DTC) หรือระบบควบคุมการเกาะถนนแบบไดนามิก ที่เสริมความมั่นใจในขณะขับขี่ด้วยความเร็ว โดยเฉพาะขณะเข้าโค้ง รวมทั้งระบบ Hill Start Control อำนวยความสะดวกเมื่อสตาร์ทรถในบริเวณพื้นที่ลาดชัน สามารถเลือกจาก 3 โทนสีใหม่ ได้แก่ Lupin Blue, Black Storm Metallic และ Light White ราคาจำหน่าย 975,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

Triumph Street Triple RS

Triumph Street Triple RS

มอเตอร์ไซค์สไตล์ Roadster อย่าง Street Triple RS คือรถที่ออกแบบมาสำหรับการขับขี่บนถนนโดยเฉพาะหรือแม้แต่สนามแข่ง ด้วยความโฉบเฉี่ยว คล่องตัว ควบคุมง่าย ด้วยขุมกำลังเครื่องยนต์ 3 สูบ ความจุ 765 ซีซี ให้พละกำลังสูงสุด 123 แรงม้า PS ที่ความเร็วรอบระดับ 11,700 รอบต่อนาที เหนือกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 16% ควบคุมความเร็วด้วยคาร์ลิปเปอร์เบรก Brembo M50 ก้ามปู Showa Big Piston Fork แบบปรับได้ ด้วยเสริมด้วยระบบกันสะเทือนหลังของ Ohlins

Triumph Tiger 800 XR

Triumph Tiger 800 XR

มอเตอร์ไซค์สไตล์ทัวร์ริ่งจาก Triumph Tiger 800 ที่ถูกสร้างมาเพื่อรองรับการใช้งานได้หลากหลายทั้งทางเรียบและทางทุรกันดาร ด้วยลักษณะของตัวรถที่มีระยะห่างจากพื้นมากเพียงพอ เพื่อให้เหมาะสมในการขับขี่ข้ามอุปสรรคได้อย่างง่ายดาย พร้อมโหมดการขับขี่ที่สามารถปรับได้ด้วยตนเองและตั้งค่าให้ปรับแบบอัตโนมัติ โดยการปรับตั้งฟังก์ชั่นการขับขี่จะสัมพันธ์กับการปรับตั้งการทำงานของระบบเบรก ABS

ไฟหน้าทรงคู่แบบรถถนนสไตล์โฉบเฉี่ยว ตัวยกแฮนด์ปรับระดับความสูงได้ 30 มม. เพื่อให้เหมาะสมกับสรีระของผู้ขับขี่แต่ละคน ปลอกมือปรับอุณหภูมิไฟฟ้าสามารถตั้งค่าอุณหภูมิได้ตามต้องการ การ์ดแฮนด์ ผลิตจากไนล่อนหล่อ ทนทาน สามารถปกป้องนิ้วมือได้ดีขึ้น พร้อมช่วยในเรื่องอากาศพลศาสตร์ผ่านการทดสอบในอุโมงค์ลม เรือนไมล์บอกฟังก์ชั่นการทำงานผสมผสานระหว่างการแสดงผลแบบอนาล็อกและดิจิตอล โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ โช้คอัพหลังที่ปรับระดับได้เพื่อให้การรองรับเหมาะสมกับเส้นทาง

เครื่องยนต์แบบ 3 สูบ 4 จังหวะ ความจุกระบอกสูบ 800 ซีซี. 12 วาล์ว ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมป์ชาร์ฟ ระบายความร้อนด้วยของเหลว ให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า ที่ 9,250 รอบต่อนาที ให้แรงบิดสูงสุด 79 นิวตัน-เมตร ที่ 7,850 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 จังหวะ

Triumph Bonneville T100

Triumph Bonneville T100

มอเตอร์ไซค์สไตล์คลาสสิคของ Triumph ที่มีต้นแบบในการดีไซน์มาตั้งแต่รุ่นปี ค.ศ. 1959 พิมพ์เขียวของรถในสไตล์นี้กับชุดไฟหน้าและเรือนไมล์ทรงกลมแยกอิสระจากกัน ประกบด้วยชุดไฟเลี้ยวและแฮนด์เดิ้ลบาร์ที่กว้าง เพิ่มเติมด้วยสีสันทูโทนบริเวณถังน้ำมันกับส่วนที่ตกแต่งด้วยการชุบโครเมี่ยม และบางส่วนกับวัสดุสีเงิน ส่วนในรุ่น T100 Black จะเน้นด้วยสีพื้นที่และวัสดุตกแต่งสีดำ จุดเด่นที่ โครงรถและระบบรองรับทำงานประสานเพื่อให้การตอบสนองที่ลงตัวในการขับขี่ แผงหน้าปัดมัลติฟังก์ชั่น  LCD พร้อมมาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อก มาตรวัดรอบเคื่องยนต์แบบดิจิตอล มาตรวัดระยะทาง บ่ง บอกตำแหน่งเกียร์ เกจน้ำมันเชื้อเพลิง ระบุระยะที่เดินทางได้ก่อนน้ำมันหมด ระบบแจ้งเตือนการเข้าศูนย์บริการ นาฬิกา บันทึกระยะการเดินทาง (Trip) 2 ค่า อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยและค่าปัจจุบัน แสดงสถานะระบบควบคุมการยึดเกาะถนน รองรับระบบควบคุมความเร็วคงที่และปลอกมืออุ่นร้อน (อุปกรณ์เสริม)

เครื่องยนต์แบบสูบคู่ 4 จังหวะ ความจุ 900 ซีซี  8 วาล์ว แบบ SOHC ให้กำลังสูงสุด 55 แรงม้า PS ที่ 6,000 รอบต่อนาที ให้แรงบิดสูงสุด 80 นิวตัน-เมตร ที่ 2,850 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านคลัทช์แบบเปียกหลายแผ่น เกียร์ 5 สปีด

ทรวดทรงที่ลงตัวด้วยชุดท่อไอเสียออกข้าง บวกกับชุดวงล้อที่ใช้แบบซี่เป็นสไตล์ที่ลงตัว ระบบกันสะเทือนโช้คอัพ KYB ขนาด 41 มม. ระยะยุบตัว 120 มม. ด้านหลังโช้คอัพคสปริง KYB คู่ ปรับความแข็งได้ ระยะยุบตัวล้อหลัง 120 มม. ระบบเบรกหน้าจานเดี่ยว 310 มม. คาลิปเปอร์ Nissin ลูกสูบคู่แบบลอย พร้อมระบบ ABS แบบเปิด/ปิดได้ ระบบเบรกด้านหลังจานเดี่ยว 255 มม. คาลิปเปอร์ Nissin ลูกสูบคู่แบบลอย พร้อมระบบ ABS แบบเปิด/ปิดได้

Triumph Street Scramber

Triumph Street Scramber

มอเตอร์ไซค์ที่รวมเอาความร่วมสมัยของรุ่นต่าง ๆ เอามาไว้ในตัวเองทำให้ตัวรถสามารถที่จะใช้งานได้อย่างคุ้มค่า มีอุปกรณ์เสริมทั้งที่ติดตั้งสัมภาระด้านท้ายสามารถถอดได้เมื่อต้องการขับขี่บนท้องถนนในแบบคล่องตัว เบาะนั่งทรงต่ำช่วยในการควบคุมตัวรถที่ง่ายสำหรับผู้ขับขี่ทุกสรีระ อีกทั้งยังสามารถขับขี่บนเส้นทางทุรกันดารได้พอสมควร ด้านหน้าออกแบบชุดไฟโคมแยกอิสระเข้ากับชุดโช้คอัพหน้าที่มีระยะยืดยุบค่อนข้างมาก พร้อมการติดตั้งยางหุ้มโช้คสไตล์คลาสสิคเอาไว้ด้วย

การขับขี่ที่ง่ายดายคือสเน่ห์ของรุ่นนี้ ด้วยคันเร่งไฟฟ้าที่ตอบสนองฉับไวสั่งการให้ปีกผีเสื้อทำงานอย่างเหมาะสมตามความต้องการของรถและผู้ขับขี่ ระบบเบรก ABS สามารถที่จะเปิด-ปิดการทำงานเพื่อการสร้างความสนุกสนานในการขับขี่ที่เร้าใจ พร้อมฟังก์ชั่นควบคุมแรงบิดเพื่อช่วยในการรักษาเสถียรภาพของตัวรถ เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 8 วาล์ว ความจุ 900 ซีซี SOHC  ระบายความร้อนด้วยของเหลว ให้กำลังสูงสุด 55 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที ให้แรงบิดสูงสุด 80 นิวตัน-เมตร ที่ 2,850 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านคลัทช์แบบเปียกหลายแผ่น เกียร์ 5 สปีด

Harley-Davidson Street Glide Special

Harley-Davidson Street Glide Special

ต้นตำหรับแห่งการเดินทางไกลอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งรูปทรงที่แข็งแกร่ง สวยงาม ด้วยแฟริ่ง Batwing ทันสมัยสไตล์ดุดัน พร้อมระบบ Infotainment หน้าจอสีสัมผัสขนาด 165 มม. ที่ช่วยให้ทุกการเดินทางไม่น่าเบื่อหรือรู้สึกยาวนาน ต่อเข้ากับระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ พร้อมระบบนำทางที่แสดงผลได้บนหน้าจอนี้ ด้านหลังมีกล่องเก็บสัมภาระแบบกระเป๋าข้างสองข้าง เมื่อรวมเข้ากับจุดเด่นของหน้ากากบังลมหน้าพร้อมชิลด์กันลมหน้าขนาดใหญ่ ทำให้ตัวรถมีเอกลักษณ์ของ Harley-Davidson Street Glide Special อย่างเต็มตัว

เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 107 ความจุ 1,745 ซีซี. อันทรงพลังด้วยแรงบิดสูง 149 นิวตันเมตร พลังเสียงจากท่อไอเสียคู่ ความจุเชื้อเพลิง 22.7 ลิตร ระบบกันสะเทือนหน้าประสิทธิภาพสูง ด้านหลังสามารถปรับได้เองด้วยมือ ติดตั้งชุดดิสก์เบรกที่ทำงานได้อย่างทันทีที่สั่งการ เพื่อหยุดหรือชะลอตัวรถ ใช้ระบบปิดหรือปลดล็อกด้วยกุญแจแบบรีโมท

Harley-Davidson Forty-eight 115th Anniversary

Harley-Davidson Forty-eight 115th Anniversary

ด้วยสไตล์ที่อยู่ในใจของหลายคน รูปแบบ Sportster ตกแต่งลวดลายบนถังน้ำมัน  เป็นรุ่นพิเศษ ชุดแฮนด์เดิ้ลบาร์ที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นรถที่เน้นการขับขี่แบบไม่จำกัดสไตล์ ให้ความสนุกสนานในทุกย่านความเร็ว ระยะฐานล้อ 2,165 มม. เบาะนั่งสูง 710 มม. ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 7.9 ลิตร น้ำหนักโดยรวมตอนแห้ง 247 กก.   

เครื่องยนต์ V-Twin ระบายความร้อนด้วยอากาศ ความจุ 1,202 ซีซี แรงบิดสูงถึง 96 นิวตัน-เมตร ระบบส่งกำลังแบบ 5 สปีด ชุดล้ออลูมิเนียม 9 ก้าน สีดำพร้อมไฮไลท์พิเศษตกแต่ง  

ประเทศไทยเป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้ยลโฉมรุ่นครบรอบ 115 ปีทั้ง 9 คันที่จัดแสดงภายในงาน คือการผสมผสานมรดกแห่งสไตล์อันโดดเด่น ของฮาร์ลีย์- เดวิดสัน เข้ากับเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อสร้างสรรค์สุดยอดรถ มอเตอร์ไซค์ที่สื่อถึงความเป็นอิสระเสรี 

Royal Enfield Himalayan Sleet

Royal Enfield Himalayan Sleet

ตำนานแห่งมอเตอร์ไซค์ “รอยัล เอนฟิลด์” แบรนด์สายพันธุ์อังกฤษที่เต็มไปด้วยความโมเดิร์นคลาสสิก โดดเด่น และมีเอกลักษณ์ เปิดตัว “หิมาลายัน สลีท” (Royal Enfield Himalayan Sleet) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

มอเตอร์ไซค์ของสายลุยที่ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากเส้นทางบนเทือกเขาหิมาลัย โดยเป็นเส้นทางในประเทศอินเดียซึ่งเป็นฐานการผลิตหลักของรอยัล เอนฟิลด์

การเปิดจองรถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ในไทยมีมาตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อน ซึ่งผลตอบรับดีเกินคาด ไบค์เกอร์ชาวไทยต่างตั้งตารอคอยการมาถึง โดยลูกค้าต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าระทับใจในสมรรถนะการขับขี่ และความเอนกประสงค์ของตัวรถที่สามารถขับขี่ได้ทั้งในรูปแบบออนโรด และออฟโรด

 “หิมาลายัน สลีท” (Royal Enfield Himalayan Sleet) ติดตั้งเครื่องยนต์ LS410 รุ่นใหม่ ให้แรงบิดสูงในรอบที่ต่ำ ทำให้การขับขี่ราบรื่น แม้จะเลือกใช้เกียร์สูงในความเร็วต่ำ ง่ายต่อการขึ้นเขา หรือแม้แต่การขับขี่ลัดเลาะการจราจรที่ติดขัดในเมือง มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้จะเข้ามาเป็นตัวเลือกันดับต้นๆ ในใจไบค์เกอร์ โดยเฉพาะสีพิเศษที่มีเพิ่มเติมจาก 2 สีเดิมของมอเตอร์ไซค์หิมาลายัน ได้แก่ สีเทาดำ แกรนิต (Granite) และสีขาวสโนว์ (Snow) โดย มอเตอร์ไซค์รอยัล เอนฟิลด์ หิมาลายัน สลีท ใน “สีเทา” ลวดลายใหม่มีมาให้จับจอง 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ Himalayan Street Edition ราคา 169,800 บาท และรุ่น Himalayan Touring Edition แบบมีปี๊บ ราคา 186,300 บาท เพื่อให้สาวกรอยัล เอนฟิลด์ในเมืองไทยมีอีกหนึ่งตัวเลือกที่สะท้อนบุคลิกดุดันของรถแอดเวนเจอร์ทัวริ่งที่ใช้งานได้อย่างเอนกประสงค์จากดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเส้นทางบนเทือกเขาหิมาลัย เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นมอเตอร์ไซค์เอนกประสงค์บนเส้นทางออนโรดและออฟโรดอย่างแท้จริง

GPX Demon 150GR Sport Edition

GPX Demon 150GR Sport Edition

ปีนี้ Demon เป็นรุ่นรถที่ GPX นำมาโชว์อยู่ในหลายเวอร์ชั่น ตัวนี้เป็น GPX Demon 150GR Sport Edition เป็นรถแบบ Mini Sport Bike ตามคอนเซ็ปท์ Sport Edition ดีไซน์ภายนอกเต็มไปด้วยฟูลแฟริ่งแบบสปอร์ต มิติตัวรถ (กว้าง x ยาว x สูง) 750 x 1,835 x 1,050 มม. ความสูงจากพื้นถึงเบาะ 780 มม. ระหว่างล้อหน้า-หลัง 1,230 มม. น้ำหนักรวมประมาณ 130 กก. ชุดไฟหน้าและไฟท้ายเป็นแบบ FULL LED ถังน้ำมันความจุ 8 ลิตร ระบบไฟฟ้า 12 โวลท์ 6.3 แอมป์  

เครื่องยนต์สูบเดียวความจุกระบอกสูบ 149 ซี.ซี. แบบ 4 จังหวะ อัตราส่วนการอัด 9.2:1 ระบายความร้อนด้วยอากาศ รองรับเชื้อเพลิงได้ทั้งเบนซิน 95 แก๊สโซฮอล์ 91/95 ระบบสตาร์ทไฟฟ้าด้วยมอเตอร์สตาร์ท ท่อไอเสียทรงสปอร์ตลอดใต้ท้องสไตล์เหมือนรถ Big Bike ระบบรองรับด้านหน้าโช้คอัพแบบ Up Side Down โช้คอัพหลังเดี่ยวแบบ Mono Sprin ติดตั้งชุดเบรกหน้าและหลังแบบดิสก์เบรก / ยางหน้าขนาด 120/70/14 นิ้ว 120/70/14 นิ้ว   

KTM 1290 Super Duke R

KTM 1290 Super Duke R 

เคทีเอ็ม 1290 ซุปเปอร์ ดู๊ค อาร์ (KTM 1290 Super Duke R) ซุปเปอร์เน็คเค็ดไบค์ถูกเปิดตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 ซึ่งก็สร้างความตื่นตา และน่าประทับใจสมกับที่หลายคนตั้งตารอคอย โดยในครั้งนี้ บริษัท เบิร์นรับเบอร์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายมอเตอร์ไซค์พรีเมียมสัญชาติออสเตรีย แบรนด์ “เคทีเอ็ม” แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ตั้งใจพกพาเอาความเป็นที่สุดในกลุ่มเน็คเค็ด (Naked Bike) ที่อัดแน่นด้วยสมรรถนะ พร้อมพละกำลังระห่ำเต็มสปีด จนทำให้ถูกเรียกว่าเป็นปีศาจสีส้มตัวฉกาจ

1290 ซุปเปอร์ ดู๊ค อาร์ หรือ เดอะ บีสท์ (The Beast) มาพร้อมรูปโฉมใหม่ ที่ดุดันดุจนักล่า ด้วยชุดไฟหน้าแบบแอลอีดี (LED) ที่สามารถส่องแสงได้ในระยะไกล ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมไฟหน้าชุดแรกที่มีชุดระบายความร้อน (Heatsink/Carrier) ในตัว พร้อมชุดหน้าจอแสดงผลแบบมัลติฟังก์ชั่นอเนกประสงค์และอินเตอร์เฟสสุดล้ำ “TFT Full Color” และระบบกุญแจแบบ RACE ON ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเริ่มต้นความแรงแค่เพียงการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว เติมเต็มยิ่งขึ้นกับสมรรถนะแรงเต็มพิกัดอย่างไร้คู่ต่อกร ด้วยพลังมหาศาลของเครื่องยนต์แบบวี 2 สูบ 4 จังหวะ 1,301 ซีซี กำลังสูงสุดถึง 130 กิโลวัตต์ หรือ 177 แรงม้า ที่ 9,750 รอบต่อนาที อัพแรงบิดได้สูงถึง 141 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 สปีด มาพร้อมระบบเบรก Brembo ABS ที่มั่นใจและปลอดภัยด้วย Lean-Angle sensitive ABS ซึ่งเป็นการนำเอาเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจากสนามแข่งมาใช้ โดยสามารถรับรู้มุมเอียงของตัวรถ และปรับระบบเบรกในการทำมุมเข้าโค้งได้โดยอัตโนมัติ อีกทั้งยังควบคุมความเร็วให้เหมาะกับสภาพการขับขี่ ช่วยป้องกันการล้มไถลไปกับพื้นขณะเบรกตอนเข้าโค้ง รวมถึงระบบเอ็มทีซี (MTC – Motorcycle Traction Control) ที่ควบคุมการทรงตัวของรถให้วิ่งได้อย่างราบรื่น ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้กอัพคู่หัวกลับ Upside Down ของ WP ขนาด 48 มม. ที่ให้ระยะยุบตัวที่ 125 มม. ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหลังเป็นแบบโช้กอัพเดี่ยว WP แบบโมโนโช้กที่ให้การยุบตัวถึง 156 มม. สวิงอาร์มเดี่ยวอลูมิเนียมน้ำหนักเบาทำให้ปราดเปรียวคล่องตัวยิ่งขึ้น พร้อมกระชากสัญชาตญาณนักบิดด้วยความสามารถในการปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ (Ride Mode) ให้เหมาะสมกับสภาพถนน และสไตล์การขับขี่ได้ ไม่ว่าจะเป็นโหมด Comfort โหมด Street และ โหมด Sport ทวีความดุดันไปอีกขั้นด้วย โหมดการขับขี่แบบ SuperMoto ซึ่งสามารถปิดการทำงานของระบบ ABS ที่ล้อหลัง เพื่อสัมผัสกับประสบการณ์อันเร้าใจในอีกรูปแบบหนึ่ง

เจ้าปีศาจสีส้มรุ่นนี้ ยังมีแพ็คเกจอ็อพชั่นที่สามารถติดตั้งเสริมช่วยเพิ่มความดุเดือดในการขับขี่มากยิ่งขึ้น ประกอบด้วย Performance Pack ซึ่งประกอบด้วย ระบบเอ็มเอสอาร์ (MSR – Motor Slip Regulation) ที่ช่วยป้องกันล้อหลังลื่นไถล เมื่อมีการเปลี่ยนเกียร์ขึ้นลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเพิ่มความคล่องตัวในทุกการขับขี่ด้วย ควิกชิฟเตอร์+ (Quickshifter+) รวมถึง แอปพลิเคชัน KTM MY RIDE ที่สามารถเชื่อมต่อรถ KTM 1290 SUPER DUKE R เข้ากับสมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่ เพื่อเข้าสู่โหมดนำทาง ฟังเพลง และใช้โทรศัพท์ได้ในแบบแฮนด์ฟรี ส่วนของ Track Pack พร้อมมอบความแรง เสมือนในสนามแข่ง ด้วยระบบ Free Engine Map Selection สามารถเลือกโหมดการขับขี่ทั้ง 3 โหมด ได้แก่ Track, Sport และ Street เพื่อให้มีแรงบิดและอัตราเร่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังมีระบบการควบคุมรอบเครื่องยนต์เพื่อสร้างความเร็วในช่วงออกตัว (Launch Control) การปรับแต่งการตอบสนองของคันเร่งและการหมุนตัวของล้อหลัง (Spin Adjuster) สามารถปิดโหมดป้องกันล้อหน้ายกตัว (Anti-wheelie Off) ได้อีกด้วย โดย KTM 1290 Super DUKE R จัดจำหน่ายในราคาคันละ 1,375,000 บาท ประกอบด้วย 2 สี คือ สีขาว และสีดำ

Ducati Monster 821

Ducati New Monster 821 (2018)

New Monster 821 นั้นเป็นรุ่นที่มีจุดเด่นด้วยการระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำ ซึ่งแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ ในตระกูลเดียวกันที่ส่วนมากจะระบายความร้อยด้วยอากาศ บวกกับขนาดของเครื่องยนต์ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ และดีไซน์ของตัวรถนั้นก็กลับไปใช้สไตล์ของรถตระกูล Monster ในยุคแรกเริ่มที่มีกลิ่นอายความคลาสสิกผสมผสานอยู่ในตัว และสำหรับเวอร์ชั่นปี 2018 นั้นแม้ว่าภาพรวมของตัวรถแล้วดูเผินๆ จะไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่หากจะพิจารณากันในแต่ละจุดก็จะพบว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหลายจุดกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นมิติโดยรวมของตัวรถที่มีความกระชับมากขึ้น, ถังน้ำมันที่ถูกออกแบบใหม่ และช่วงท้ายรถ รวมไปถึงจุกลดเสียงแบบใหม่, ไฟหน้าใหม่, ท่อดีไซน์ใหม่ และชิ้นส่วนอื่นๆ บางชิ้นก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ด้วย อย่างเช่นพักเท้าหน้าและหลัง, โทนสีใหม่ของเรือนไมล์

อย่างไรก็ตามในส่วนของเครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์ Testastretta 11° ซึ่งผ่านมาตรฐาน Euro 4 เรียบร้อยแล้ว ที่ให้แรงม้าสูงสุดมาที่ 107bhp ที่ 9,250 รอบต่อนาที และแรงบิด 63.4lbft ที่ 7,750 รอบต่อนาที ซึ่งจุดเด่นก็คือแรงบิดอันยอดเยี่ยมในย่านความเร็วต้นถึงเกือบๆ ปลาย ส่วนระบบความปลอดภัยนั้นใช้เบรก ABS ของ Bosch ที่สามารถปรับการทำงานได้ 3 ระดับด้วยกัน และสำหรับระบบป้องกันล้อหมุนฟรีหรือ Traction Control นั้นเป็นระบบที่พัฒนาจากทาง Ducati เองโดยตรงเลย สามารถปรับระดับการตอบสนองได้ถึง 8 ระดับด้วยกัน ในขณะที่โหมดในการขับขี่นั้นมีมาให้เลือก 3 โหมดด้วยกัน และสำหรับใครที่อยากได้ Quick Shifter ทาง Ducati เองก็มีแบบตรงรุ่นให้สามารถซื้อมาติดเพิ่มเติมกันได้ด้วย ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งการเพิ่มและลดเกียร์ รวมไปถึงความสูงของเบาะรถที่สามารถปรับได้ 2 ระดับก็คือ 785 mm และ 810 mm ด้วยกัน ดังนั้นมันจะเหมาะสมกับผู้ขับขี่ในสรีระที่แตกต่างกันอย่างแน่นอน โดย New Monster 821 2018 นั้นสีแดงจะมีราคาอยู่ที่ 479,900 บาท ส่วนสีดำและสีเหลืองนั้นจะมีราคาอยู่ที่ 489,900 บาท

Vespa Sprint Carbon Edition

Vespa Sprint 150 i-Get Carbon Edition

Vespa Sprint 150 i-Get Carbon Edition สกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมสไตล์สปอร์ตรูปลักษณ์ของตัวรถทั้งคันที่ผลิตขึ้นจากเหล็กกล้า เสริมด้วยรายละเอียดต่างๆ บนตัวรถด้วยลุคคาร์บอนพร้อมตกแต่งสติ๊กเกอร์กราฟิกสีแดง “Rosso Dragon” เครื่องยนต์ i-Get ระบบเบรก ABS ที่ล้อหน้า พร้อมมอบความสะดวกสบายด้วยช่อง USB สำหรับชาร์จสมาร์ทโฟนรวมถึงอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ต่างๆ ทั้งหมดนี้ เพื่อมอบสุดยอดประสบการณ์การขับขี่สไตล์สปอร์ตที่ดีที่สุด พร้อมรับชุดของพรีเมี่ยมออกแบบพิเศษเฉพาะรุ่น ไม่ว่าจะเป็นหมวกกันน็อคสีเข้าคู่กับตัวรถ กระเป๋าเป้ หมวกแก๊ป ผ้าบัฟ และพวงกุญแจ โดยจัดจำหน่ายในสี Nero Vulcano ราคา 129,000 บาท

Royal Alloy Scooter & Hanway Scrambler

Royal Alloy Scooter & Hanway Scrambler 150

รถจักรยานยนต์สกูตเตอร์ Royal Alloy แบรนด์ดังภายใต้ บริษัท RA Engineering จากประเทศอังกฤษ เป็นจักรยานยนต์ที่มีความ unique มีความเฉพาะตัว ในแบบเรโทรที่ตอบโจทย์ Life Style ของชาวม็อด สไตล์โดนใจแน่นอน นอกจากนี้สำหรับผู้ที่หลงใหลในรถมอเตอร์ไซด์แบบคลาสสิค ที่มีความเป็นตัวของตัวเองและมีเอกลักษณ์ แบรนด์ Hanway คือคำตอบของรถคลาสสิค สไตล์ครุยเซอร์ ที่ทำตลาดในยุโรปมากว่า 10 ปี ซึ่งในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 Hanway ได้มีการเปิดตัวมอเตอร์ไซด์รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Muscle 150 และ Raw 150 นอกจากนี้ ก็ยังมี Scramble 150 และ Blackcafe 150 มาช่วยเพิ่มทางเลือก และสร้างสีสันให้กับชาวสองล้อ โดยทั้งสี่รุ่น จะมาพร้อมเครื่องยนต์สูบเดี่ยว 4 จังหวะ ขนาด 150 ซีซี.

พบกับความยิ่งใหญ่ของโลกแห่งยานยนต์ได้ภายในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39” (The 39th Bangkok International Motor Show 2018) ภายใต้แนวคิด “ปฏิวัติทุกการเคลื่อนไหว” หรือ Revolution in Motion” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 8 เมษายน 2561 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี บัตรราคา 100 บาท เปิดให้เข้าชมเวลา 12.00-22.00 น. สำหรับวันธรรมดา และ 11.00-22.00 น.สำหรับวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

ติดตามข้อมูลข่าวสารงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39” เพิ่มเติมได้ที่
www.bangkok-motorshow.com | www.facebook.com/BangkokMotorshow

เสนอโดย
BANGKOK EVENT GUIDE

สื่อออนไลน์ แหล่งรวมรูปภาพ ข่าวสาร งานอีเว้นท์ และสาวๆ พริตตี้ไทย
บริหารงานโดย ชมรม PHOTO PRETTY CLUB
Website : www.bangkokeventguide.com
Facebook : www.facebook.com/bangkokeventguide

เนื้อเรื่อง / เรียบเรียง โดย
วงศ์สันต์ เจียรพร : www.facebook.com/iamthetitle

ภาพโดย
วงศ์สันต์ เจียรพร (TheTitle Photographer) : www.facebook.com/TheTitlePhoto

ขอบคุณ ข้อมูลจาก
บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงาน

http://bangkok-motorshow.com
เว็บไซต์ Moto Naked : http://www.motonaked.com
เว็บไซต์ Great Biker : http://greatbiker.com

Share.

About Author

Leave A Reply